Teen Spirit” เป็น (คนทำหนัง) วัยรุ่นมันเหนื่อย

ใบหน้าสวยๆ ของน้อง แอล แฟนนิ่ง กับฟอนต์สีไฟนีออนที่มีคำว่า ‘teen spirit’ อันเป็นชื่อหนัง ซึ่งชวนให้นึกถึงอะไรได้หลายอย่างเป็นต้นว่า หนังอาร์ตเน้นแสงสีไฟนีออนแบบ แบร์รี่ เจนกินส์ หรือย้อนไปไกลกว่านั้นก็คือหนังของ หว่อง การ์ไว และคำว่า ‘teen spirit’ เองก็ยังชวนให้นึกถึงเพลงของวงดนตรี Nirvana วงในตำนานวงนั้น ยังไม่นับการที่โปสเตอร์ใช้คำว่า จากผู้สร้าง La La Land … ดูๆ ไป หนังเรื่อง Teen Spirit นี่มีความน่าสนใจอยู่เต็มไปหมดเลยนะครับ

แต่สิ่งที่สะดุดตาสะกิดใจจนทำให้ผมตัดสินใจดูหนังเรื่องนี้ก็คือชื่อของ แม็กซ์ มิงเกลลา ผู้กำกับหนังเรื่องนี้มากกว่า นึกเอะใจว่าทำไมนามสกุลมันฟังดูคุ้นๆ พิกล เสิร์ชดูจึงได้รู้ว่า แม็กซ์ มิงเกลลา คนนี้เป็นลูกชายของ แอนโธนี่ มิงเกลลา ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้ล่วงลับเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2008 นั่นเองครับ

ขอกล่าวถึงมิงเกลลาผู้พ่อสักหน่อย เพราะเป็นผู้กำกับที่ผมชื่นชอบมากคนหนึ่ง แอนโธนี่ มีผลงานโดดเด่นมากมายครับ อาทิ Cold Mountain, The Talented Mr.Ripley และ The English Patient ซึ่งเรื่องหลังนี้ส่งให้เขาคว้ารางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย

นั่นก็เลยทำให้อยากรู้ว่า มิงเกลลา คนลูกนั้นจะเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรือเปล่า…

จริงๆ แล้วมันคงไม่ยุติธรรมหรอกนะครับ หากจะคิดว่า แม็กซ์ จะเดินตามรอยทำได้เทียบเท่าพ่อจากหนังแค่เรื่องเดียว และยังเป็นแค่หนังเรื่องแรกของเขาเสียด้วย ของแบบนี้เราคงต้องให้เวลาผู้กำกับหนุ่มในการบ่มเพาะสะสมประสบการณ์ทั้งเรื่องการทำหนังเรื่องชีวิตและมุมมองต่างๆ อีกสักหน่อย ซึ่งก็ไม่แน่ว่า ในอนาคต แม็กซ์ อาจทำได้เหมือนที่ แอนโธนี่ พ่อของเขาเคยทำก็เป็นได้

แต่เมื่อพิจารณาเพียงเฉพาะ Teen Spirit เรื่องเดียวแล้ว ผมพบว่ามันเป็นหนังที่ “เกือบ” ในทุกด้านอยู่เหมือนกัน

หากว่ากันเฉพาะด้านบทและการคุมหนังในฐานะผู้กำกับ Teen Spirit ของ แม็กซ์ มิงเกลลา นั้นก็เข้าข่าย เกือบสนุก เกือบซาบซึ้ง เกือบจะดีอยู่แล้ว เกือบไปหมดอะไรทำนองนั้นล่ะครับ คือมันมีคุณสมบัติที่จะเป็นหนังให้พลังงานและให้กำลังใจวัยรุ่น โดยเฉพาะพวกลูซเซอร์ที่กำลังจะก้าวสู่ความสำเร็จได้ดี เพราะหนังทำให้เห็นว่าตัวเอกอย่าง ไวโอเลต (แอล แฟนนิ่ง) นั้นก็ก้าวมาแบบไม่มีอะไรเลย from zero to hero ฝ่าฟันอุปสรรค ค้นหาความหมายของชีวิต หน้าที่ ความรัก การงาน ฯลฯ

แต่ก็อย่างที่บอกว่ามันเกือบจะดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังทำได้ไม่ค่อยลงตัวนักแอล แฟนนิ่ง รับบท ไวโอเลต ทั้งที่จะว่าไปมันยังมีเวลามากมายในการให้ปูมหลังตัวละครต่างๆ โดยเฉพาะบทของ วลาด (ซลัทโก บูริค) เมนเทอร์ทางการร้องเพลงผู้นำทางจิตวิญญาณของไวโอเลตนั่นด้วย ซึ่งตัวละครนี้หากขยี้อีกนิด นำเสนอปมปัญหาและโซลูชั่นที่ซับซ้อนและไม่เป็นแพทเทิร์นสำเร็จรูปอีกหน่อย (ทางเลือกของวลาดในตอนจบนี่เบาบางมาก-ในความเห็นผมนะครับ) หนังก็จะดูมีมิติกว่านี้ และก็อยู่ในวิสัยที่ทำได้ครับเพราะหนังมีความยาวแค่ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง เพิ่มไปอีกหน่อยก็ไม่ยาวหรือย้วยจนเกินไป

Teen Spirit ก็เลยดูเหมือนว่ามันแค่พอแตะในเส้นดรามา แต่ยังไม่พาไปไม่ถึงจุดที่สะเทือนอารมณ์ได้ แต่อันนี้ผมว่า แม็กซ์ มิงเกลลา พัฒนาได้นะครับ ยังหนุ่มอยู่ยังมีเวลา

แต่สิ่งที่ต้องชมก็มีครับ เช่นงานด้านกำกับภาพที่สวย แสงเงา ไลต์ติ้ง เรื่องนี้สวยๆ ทึมๆ คุมอารมณ์ของชอง ไวโอเลต ได้ดี การแสดงของ แอล แฟนนิ่ง กับ ซลัทโก บูริค ในบทของ วลาด นั้นก็ดีครับ มีบางช่วงที่พีคๆ นี่ก็เอาอยู่เหมือนกัน น่าเสียดายที่โชว์ไทม์เส้นดรามามันน้อยไป

อ้อ และสิ่งที่ผมเสียดายมากๆ ก็คือ เมื่อมันเป็นหนังเกี่ยวกับเพลง เพลงของ Teen Spirit ผมว่ามันยังเกือบๆ เพราะ (อีกแล้ว) เกือบดีๆ อีกนั่นแหละครับ มันฟังไม่ค่อยเร้าอารมณ์หรือเปี่ยมความหมายลึกซึ้งเท่าไหร่ ถ้าเทียบในสเกลหนังทุนน้อยเหมือนกัน ผมว่าหนังอย่าง Once ของ จอห์น คาร์นี่ย์ นี่เพลงที่ขับเคลื่อนหนังนี่เอากันถึงตายเลยครับ

บทสรุปของหนังอย่าง Teen Spirit จึงเป็นหนังที่เห็นความตั้งใจอันดีครับ ดูได้เพลินๆ แต่ไม่ได้ตราตรึงอะไรเท่าไหร่ เป็นวัยรุ่นมันก็เหนื่อยอย่างนี้แหละครับ โดยเฉพาะคนทำหนังวัยรุ่น เพราะว่าต้องฝึกฝน ต้องพัฒนาต่อไป